บทที่ 10 แก้แค้น

“ช่วงนี้งานยุ่งเหรอคะ” มิลินถามไทม์ไทยขึ้นด้วยความเป็นห่วง เพราะช่วงนี้เธอเห็นแฟนหนุ่มของเธอแทบไม่มีเวลาว่างเลย

“นิดหน่อยน่ะ แล้วเรื่องเรียนเป็นยังไงบ้าง” ตอบกลับโดยไม่ได้ลงรายละเอียดก่อนจะย้อนถามเรื่องของเธอกลับคืน

“ก็ดีค่ะ ช่วงนี้เรียนน้อยลินเลยได้ไปอยู่กับคุณแม่บ่อยๆ” เพราะนี่ก็เทอมสุดท้ายของเธอแล้วทำให้ไม่ค่อยมีเรียนเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ก็พวกรายงานโปรเจคแค่นั้น ทำให้เธอมีเวลาว่างไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ไทม์ไทยได้บ่อยๆ

“พี่ขอบคุณลินนะที่ดูแลแม่แทนพี่” เพราะเขามีอะไรต้องทำอีกมากมายทำให้เขาไม่ค่อยมีเวลาว่างมากพอที่จะดูแลใครได้อย่างเต็มที่

“แม่พี่ไทม์ก็เหมือนแม่ของลินค่ะ อีกอย่างคุณแม่ก็เข้มแข็งขึ้นมากแล้วนะคะ ท่านไม่ได้เศร้าเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”

“เพราะได้ลินมาอยู่เป็นเพื่อนท่านไง” มันคนละความรู้สึกกับการจ้างคนดูแลที่ทำตามหน้าที่

“พี่ไทม์ไม่ต้องห่วงนะคะ ทำงานของพี่ให้เต็มที่ไปเลย ส่วนคุณแม่เดี๋ยวลินดูแลท่านให้ค่ะ” เธอบอกกับแฟนหนุ่มออกมาให้เขาคลายกังวล และยินดีแบ่งเบาเขาทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

“พี่ขอบคุณลินมากนะ ถึงเวลาเมื่อไหร่ พี่จะเป็นฝ่ายดูแลแม่กับลินเอง” ไทม์ไทยที่รู้สึกผิดต่อแฟนสาวพูดออกไปอย่างที่ใจคิด

เรื่องงานเขาไม่เถียงหรอกว่ามันยุ่งจริงๆ เพราะพ่อเขาจากไปกะทันหันทำให้งานหลายๆ อย่างเขาต้องรับผิดชอบแทนทุกอย่าง

แต่อีกเรื่องที่สำคัญกว่านั้นก็คือเรื่องแก้แค้นให้พ่อและมิลินอย่างที่เขาหวังนั่นเอง และถ้าถึงเวลาที่เขาแก้แค้นสำเร็จเมื่อไหร่ เขาจะตอบแทนแฟนสาวด้วยการเป็นฝ่ายดูแลเธอบ้าง และดูแลให้ดีที่สุดเหมือนที่เธอดูแลเขากับแม่ในตอนนี้

ไทม์ไทยกลับมายังเมืองหลวงและรับผิดชอบงานต่างๆ มากมายจนแทบไม่มีเวลา ยังดีที่เขาเรียนรู้งานตั้งแต่เรียนมัธยม พอขึ้นมหา’ลัยเขาก็เข้ามาทำงานที่นี่ในเวลาว่างอยู่แล้ว มันเลยทำให้งานทุกอย่างผ่านหูผ่านตาเขามาหมด

ตลอดระยะเวลาสามปีที่เขาทำงานเต็มตัวในบริษัทนี้หลังเรียนจบเลยสร้างความเชื่อมั่นให้กับคณะบริหารคนอื่นๆ ได้ไม่น้อย อีกทั้งยังมีคนของพ่อเขาที่พร้อมจะสนับสนุนเขาอย่างเต็มที่ ทำให้แผนการขึ้นรับตำแหน่งประธานต่อจากพ่อที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้ไม่มีปัญหาอะไร

ไม่ต่างจากเวลาที่อยู่เกาะของไทม์ไทยเช่นกัน ที่ตอนนี้เธอต้องรับผิดชอบงานบ้านและงานแยกปลาตามที่ไทม์ไทยสั่ง ส่วนงานสวนผักเธอก็มีรดน้ำบ้างบางครั้งแต่ถ้าจะให้จับดินเด็ดผักเธอไม่แตะมันเลยสักนิด

การใช้ชีวิตอยู่บนเกาะของเวลามันไม่ได้ดีและสะดวกสบายเลยสักนิด เธอไม่เคยทำอะไรไม่เคยลำบากแบบนี้มาก่อน มันทำให้การปรับตัวของเธอนั้นค่อนข้างยากลำบาก แล้วไหนจะเรื่องเรียนที่อยู่ๆ เธอก็หายมาแบบนี้อีก ไม่รู้เลยว่าจะเป็นยังไงบ้าง จะให้พูดกับไทม์ไทยเขาก็กลับไปกรุงเทพตั้งแต่บ่ายของวันนั้น วันที่เขาพูดกับเธออย่างชัดเจน

“เธอจะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของเธอ เพราะสำหรับฉันเธอไม่ได้มีค่าหรืออยู่ในสายตาของฉันเลยสักนิด ที่ฉันดึงเธอเข้ามาในชีวิตอีกครั้งมันก็แค่เครื่องมือแก้แค้นเท่านั้น!”

“ถ้าเห็นเวลาเป็นแค่นั้นจริงๆ ก็อย่าทำเหมือนไม่ลืมเวลาได้ไหม” ร่างบางพูดขึ้นกับตัวเองระหว่างเข้ามาทำความสะอาดที่ไม่เรียกว่าทำในห้องนอนของไทม์ไทย ห้องที่มีรูปของเขาวางอยู่บนตู้โชว์

และด้วยความอยากรู้อยากเห็นของเวลามันก็เลยทำให้เธอเลือกจะเปิดนั่นเปิดนี่ดูไปเรื่อยๆ อย่างที่ต้องการจนกระทั่ง...

“เคยพามาที่นี่ด้วยเหรอ” เวลาพูดกับรูปแผ่นหนึ่งขึ้นที่เป็นรูปคู่ของไทม์ไทยและมิลินที่ถ่ายคู่กันที่หาด และบริเวณที่ด้านหลังพวกเขาสองคนมันก็เหมือนกับที่นี่ ที่ที่เธอยังไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าเขามีมัน แต่กับผู้หญิงอีกคนกลับได้มาเหยียบที่นี่แล้ว

หรือว่าไทม์ไทยจะลืมเธอไปแล้วจริงๆ หรือว่าไทม์ไทยไม่ได้รู้สึกอะไรกับเธอแล้วอย่างที่เขาบอก เขาลืมรักแรกของตัวเองได้จริงๆ เหรอ สุดท้ายแล้วผู้หญิงคนนั้นก็สำคัญกับเขามากกว่าเธอ และเขารักมากกว่าตอนเคยรักเธอจริงๆ เหรอ

“เวลาที่เป็นฝ่ายบอกเลิกยังลืมพี่ไม่ได้เลย แล้วพี่ที่ถูกบอกเลิกจะลืมเวลาได้จริงๆ เหรอ เวลาไม่เชื่อได้ไหม”

“เธอติดต่อเวลาได้หรือยัง” ธีรดล เดินเข้ามาถามแพรเพื่อนสนิทของเวลาขึ้นด้วยความเป็นห่วง เพราะตั้งแต่วันนั้นที่เวลาโทรหาเขาแล้วเขาไม่ได้รับก่อนจะโทรกลับก็ไม่สามารถติดต่อเวลาได้อีกเลย จนตอนนี้ก็ผ่านไปเป็นอาทิตย์แล้ว

“ยังเลย ฉันเองก็ไม่รู้จะทำยังไงแล้วเนี่ย!” แพร ตอบกลับอย่างร้อนใจไม่ต่างกัน อยู่ๆ เพื่อนสนิทก็หายตัวไปติดต่อไม่ได้ ไม่มาเรียนโดยไม่แจ้งอะไร เธอเองก็ร้อนใจไม่ต่างกัน

“ฉันว่าวันนี้เราไปบ้านเวลากันเถอะ” ธีรดลเสนอขึ้น

“นายก็รู้ว่าเวลาไม่ชอบอยู่บ้าน ไปก็ไม่รู้จะได้อะไร” เป็นเหมือนเรื่องเปล่าประโยชน์มากที่จะไปบ้านเวลาและถามจากครอบครัว

“ก็ดีกว่ารออยู่แบบนี้หรือเปล่าวะ อย่างน้อยที่บ้านก็ต้องรู้อะไรบ้างแหละ หรือถ้ารู้ว่าเวลาหายตัวไปฉันว่าพวกเขาก็ต้องตามหาเวลาบ้าง” ถึงจะรู้ทุกอย่างแต่ลูกทั้งคนคงไม่ปล่อยเฉยหรอก

“เออๆ ไปก็ไป” สุดท้ายทั้งแพรและธีรดลก็เลือกจะไปยังบ้านของเวลา บ้านที่พวกเขารู้ดีว่าเวลาไม่ค่อยกลับและไม่ค่อยถูกกับคนในบ้านของตัวเอง

ไม่นานทั้งสองก็มาถึงบ้านหลังใหญ่ของเวลาก่อนที่แม่บ้านจะเปิดประตูให้เข้ามาเพราะจำได้ว่าทั้งสองเป็นเพื่อนของเจ้านาย

“สวัสดีค่ะ”

“สวัสดีครับ” ทั้งแพรและธีรดลยกมือไหว้ผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ในห้องนั่งเล่นของบ้านทั้งสามคน นั่นก็คือพ่อแม่และพี่ชายของเวลานั่นเอง

“อืม มาถึงนี่มีอะไรล่ะ” ผู้เป็นพ่อตอบรับเพื่อนของลูกสาวแล้วถามกลับไป เพราะปกติเวลาไม่ค่อยพาเพื่อนมาบ้านหรอก อย่างมากก็มาส่งแป๊บๆ แค่นั้น

“คือพวกหนูติดต่อเวลาไม่ได้มาหลายวันแล้วค่ะ ไปหาที่คอนโดก็ไม่เจอ เลยมาดูที่บ้านค่ะ” แพรพูดขึ้น

“เวลาไม่ได้อยู่ที่บ้านหรอกหนู ถ้าเป็นเพื่อนเวลาก็น่าจะรู้ว่าเวลากลับบ้านนับครั้งได้” คุณนรีกุลเป็นคนพูด

“แล้วคุณน้าทั้งสองติดต่อเวลาได้ไหมคะ เวลาไม่ได้ไปเรียนหลายวันแล้ว”

“แค่ยัยเวลาไม่บล็อกเบอร์คนที่บ้านก็บุญแค่ไหนแล้ว” เป็นนาทีที่ตอบกลับ และนั่นก็หมายความว่าพวกเขาไม่เคยติดต่อเวลาผ่านโทรศัพท์ได้เลย เพราะเวลาไม่เคยรับสายของใครสักคน แม้จะไม่ได้บล็อกเบอร์หรือช่องทางการติดต่อกันก็ตาม

“ก็คงจะหนีไปพักผ่อนที่ไหนอีกนั่นแหละมั้ง” ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นอย่างไม่นึกห่วงลูกสาวเลยสักนิด แต่ปกติเวลาก็ไม่ได้อยู่บ้านอยู่แล้ว การหายไปของเวลาก็ไม่ได้ต่างจากเรื่องปกติสำหรับพวกเขาเลยสักนิด

“ปกติเวลาไม่เคยหนีแบบนี้นะครับ แม้จะไปไหนอย่างน้อยเธอก็จะบอกก่อนแล้วค่อยปิดเครื่อง ไม่ใช่หายไปไม่บอกอะไรแบบนี้” เป็นธีรดลที่พูดขึ้น เพราะถ้าเวลาอยากไปพักผ่อนที่ไหนจริงๆ อย่างน้อยก็จะโทรหรือส่งข้อความบอกว่าไปพักผ่อนไม่ต้องห่วงแล้วค่อยปิดเครื่องไป แต่นี่มันผิดวิสัยของเวลาจริงๆ

“ไม่ต้องห่วง เด็กนี่ก็ชอบทำอะไรตามใจตัวเองอยู่แล้ว อีกเดี๋ยวอยากกลับก็กลับมาเอง” ผู้เป็นพ่อพูดขึ้นปัดๆ เพราะตอนนี้เขามีเรื่องให้สนใจมากกว่าเรื่องของลูกนอกคอกอย่างเวลานั่นเอง

“งั้นพวกเราลานะคะ สวัสดีค่ะ” แพรเอ่ยลาพร้อมยกมือไหว้ ส่วนธีรดลก็ไหว้ตามมารยาทก่อนจะเดินออกจากบ้านของเวลาไปขึ้นรถตัวเอง

“เป็นพ่อประสาอะไรวะ ไม่ห่วงลูกตัวเองบ้างหรือไง!” น้ำเสียงขัดใจของธีรดลพูดขึ้น แม้เขาจะรู้ว่าเวลาไม่ถูกกับคนที่บ้านแต่ก็ไม่คิดว่าทุกคนจะมองข้ามเธอขนาดนี้

“ฉันบอกแล้วไงว่ามาก็ไม่ได้อะไร” แพรเอ่ยในสิ่งที่ไม่ได้หวังเลยสักนิดกับการมาที่นี่

“เหอะ! ฉันเหลือเชื่อจริงๆ ไม่แปลกใจเลยที่เวลาจะมองคนที่บ้านเหมือนเป็นคนอื่นตลอด” ธีรดลพูดจบก็ขับรถออกจากบ้านหลังใหญ่หรูหราแต่กลับไร้ซึ่งความรักความอบอุ่นที่สัมผัสไม่ได้เลยสักนิด ไม่แปลกเลยที่เวลากลายเป็นคนแข็งกระด้างไม่สนใจใครแบบนี้ เพราะเธอคงต้องสร้างกำแพงเพื่อปกป้องตัวเองอย่างหนักแบบนี้นี่เอง

“ลูกสาวคุณนี่ก็ดีจริงๆ เลย สร้างปัญหาเก่งไม่มีใครเกิน!” หลังจากแพรและธีรดลออกไปคุณนรีกุลก็บ่นขึ้น

“อย่าพูดเรื่องไร้สาระเลย” คุณนวินพูดขึ้นตัดบท เพราะต่อให้เวลาจะสร้างปัญหายังไงเขาก็ไม่เคยแก้ปัญหาให้กับเวลาอยู่แล้ว ฉะนั้นอยากทำอะไรก็ทำอย่าให้เดือดร้อนมาถึงเขาก็พอ

“เรื่องตำแหน่งของผมยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงใช่ไหมพ่อ” แล้วนาทีก็ถามผู้เป็นพ่อขึ้นแทนโดยไม่ได้สนใจเรื่องน้องสาวอย่างเวลาเลยสักนิด เพราะเขาพึ่งมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาลมาไม่นานมานี้ แถมยังมีเรื่องฉาวๆ ตอนวัยเรียนที่ถูกแฉออกมาด้วยฝีมือของไทม์ไทยนั่นอีก เขากลัวว่ามันจะส่งผลต่อการตัดสินใจของคณะบริหารคนอื่นๆ

“แกเป็นลูกพ่อ ยังไงแกก็ต้องขึ้นรับตำแหน่งประธานต่อจากพ่อได้ แต่ช่วงนี้แกต้องรีบทำผลงานให้บริษัท คนพวกนั้นจะได้มั่นคงต่อการตัดสินใจ” ผู้เป็นพ่อให้คำมั่นกับลูกอย่างหนักแน่นออกไป

“ผมจะพยายามอย่างเต็มที่ครับ แต่ก็หวังว่าไอ้ไทม์ไทยมันจะไม่ลอบกัดผมอีก

!”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป